การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography)

    ใช้หลักการส่งคลื่นเสียงที่ปลอดภัยเข้าไปในทรวงอก แล้วรับเสียงที่สะท้อนออกมาไปแปลเป็นภาพให้เห็นบนจอ ซึ่งจะแสดงถึงรูปร่าง ขนาดการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจและลิ้นหัวใจ ว่าปกติหรือไม่ โดยใช้หัวตรวจ (Transducer) ซึ่งดูคล้ายไมโครโฟน ส่งสัญญาณเสียงไปยังหัวใจของคุณและรับสัญญาณเสียงที่สะท้อนกลับ มาแปลงเป็นภาพให้เห็นบนจอ
    การตรวจวิธีนี้เป็นการตรวจเพื่อดูขนาดของหัวใจตามแรงการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจผ่านผนังหน้าอก, การทำงานของลิ้นหัวใจ, ภาวะน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ, ช่องหัวใจโต และตรวจหาภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอาการเหนื่อยหอบหรือแน่นหน้าอก

การเตรียมตัวก่อนการตรวจ

  • ยาและอาหาร
    • การตรวจวิธีนี้ ไม่ต้องงดอาหาร หรือยาที่ทานประจำก่อนการตรวจ ยกเว้นกรณีที่ต้องตรวจประกอบกับการทดสอบด้วยการออกกำลังบนสายพานเลื่อน ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • การเตรียมเสื้อผ้า
    • ควรสวมชุดที่เป็นเสื้อและกางเกง และอาจจะต้องถอดเสื้ออก แล้วเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อคลุมที่ทางโรงพยาบาลจัดไว้ให้แทน
  • ระยะเวลาในการตรวจ
    • ควรมาพบแพทย์ให้ตรงตามเวลานัดหมาย
    • การตรวจใช้เวลาไม่เกิน 45 นาที ดังนั้นควรเผื่อเวลาไว้สำหรับการเตรียมตัว

ขณะตรวจ

  1. เจ้าหน้าที่จะติดแผ่นขั้วสัญญาณไฟฟ้า (electrode) ไว้บริเวณทรวงอกของคุณ เพื่อดูอัตราการเต้นของหัวใจ
  2. จากนั้นแพทย์จะใช้หัวตรวจทาด้วยเจลเย็นๆขยับไปมาบนผนังทรวงอกของคุณ หัวตรวจจะสร้างคลื่นเสียงซึ่งจะถูกแปลงเป็นภาพหัวใจของคุณให้เห็นบนจอรับสัญญาณ
  3. คุณควรหายใจออกและกลั้นไว้ช่วงสั้นๆ เป็นพักๆ เพราะอากาศในปอดอาจมีผลต่อความชัดเจนต่อภาพที่เห็น
  4. ภาพของหัวใจจะถูกบันทึกไว้ เพื่อให้แพทย์สามารถเปิดดูผลการตรวจ และใช้วินิจฉัยโรคภายหลังได้อีก

หลังการตรวจ

  1. คุณควรถามแพทย์เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติตัวเพื่อดูแลรักษาสุขภาพ
  2. คุณสามารถกลับไปปฏิบัติภารกิจปกติได้ทันทีหลังการตรวจเสร็จสิ้น

เมื่อได้ผลการตรวจแล้ว แพทย์จะอธิบายไห้คุณทราบถึงสมรรถภาพหัวใจของคุณ และแนะนำแนวทางการตรวจรักษาที่เหมาะสมสำหรับคุณต่อไป
          การตรวจ Echo สามารถทำได้ในผู้ป่วยทุกเพศ วัย แม้กระทั่งสตรีมีครรภ์ โดยจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆทั้งสิ้น ทั้งนี้เนื่องจาก ไม่ได้มีการ ใช้รังสีเข้ามาเกี่ยวข้องแต่เป็นการใช้ประโยชน์จากคลื่นเสียงเท่านั้น

Advertisements

 

การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย(EST:Exercise Stress Test)

 

         เป็นการตรวจหา ภาวะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ที่มีการตีบหรือขาดเลือดเป็นสำคัญ หรือ อาจใช้ตรวจหาการเต้นผิดจังหวะ ที่เกิดร่วมกับการออกกำลังกายอีกด้วย การทดสอบชนิดนี้ ใช้ในการวินิจฉัยแยกโรคในผู้ป่วย ที่มีอาการเจ็บ แน่นหน้าอกได้เป็นอย่างดี หลักการ คือ ผู้ที่ต้องการตรวจ ออกกำลังกาย โดยการเดินบนสายพานที่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ เมื่อออกกำลังกายหัวใจจะเต้นเร็วขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับเลือดมาเลี้ยงมากขึ้นด้วย หากมีหลอดเลือดหัวใจตีบ เลือดจะไม่สามารถเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอจะเกิดอาการแน่นหน้าอก และมีการเปลี่ยนแปลง ของคลื่นไฟฟ้าหัวใจให้เห็น การทดสอบนี้ ยังช่วยบอกแพทย์ด้วยว่า ผู้ป่วยเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติหรือไม่ และใช้ในการติดตามผู้ป่วย ภายหลังได้รับการรักษา ไม่ว่าจะด้วยยา หรือ การขยายหลอดเลือด หรือ การผ่าตัด

 

การเตรียมตัวก่อนการทดสอบ

 

  1. ควรงดน้ำอาหาร ชา กาแฟ งดสูบบุหรี่ ประมาณ 2 ชม. ก่อนการทดสอบ                                     2. ควรสอบถามแพทย์ ถึงยาที่รับประทานอยู่ประจำว่าควรหยุดก่อนการทดสอบหรือไม่ เช่น ยารักษาโรคหัวใจ ยารักษาความดันโลหิตสูง หรือยาขับปัสสาวะ เป็นต้น ยาบางชนิด อาจจำเป็นต้องหยุดก่อนตรวจล่วงหน้า                                      3. ควรสวมเสื้อผ้าที่เหมาะสมต่อการทดสอบ เสื้อควรเป็นเสื้อที่มีกระดุมเปิดด้านหน้า เพื่อสะดวกในการเตรียมต่อขั้ว และสายไฟ ถ้าเป็นรองเท้าผ้าใบจะช่วยให้การเดินทดสอบสะดวกยิ่งขึ้น

 

ผู้ทดสอบทุกราย จะต้องลงชื่อในใบยินยอมเพื่อรับการทดสอบ ก่อนการทดสอบทุกครั้ง

 

ลักษณะการตรวจ EST

 

1. เจ้าหน้าที่เตรียมผิวหนังตามตำแหน่งที่แพทย์ต้องการโดยใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ทำความสะอาด

 

2. ทำการติดขั้วไฟฟ้า (electrode) จำนวน 10 จุด

 

3. ท่านจะได้รับการติดสายลีด (Lead) เพื่อวัดกราฟหัวใจจำนวนมากที่หน้าอก ทั้งขั้วไฟฟ้าและสายลีดไม่มีอันตรายและไม่เกิดความเจ็บปวดต่อท่าน

 

4. พยาบาลสอนการเดินบนสายพานของเครื่องวิ่งออกกำลังกาย จะทดสอบจนท่านปฏิบัติได้

 

5. ก่อนตรวจมีการวัดความดันโลหิต 3-4 ครั้ง

 

6. เครื่องมีสายพานเลื่อนความเร็ว และปรับความชันตามมาตรฐานการทดสอบ

 

7. ขณะท่านเดินหรือวิ่งแพทย์ พยาบาลจะพูดคุยกับท่าน หากมีอาการเมื่อย เหนื่อย แน่นหน้าอก ให้แจ้ง

 

8. ขณะทดสอบมีการวัดความดันโลหิต และบันทึก กราฟหัวใจเป็นช่วง ๆ

 

9. เมื่อท่านไม่สามารถเดิน หรือวิ่งต่อไปได้หลังจากตั้งใจเต็มที่แล้วให้แจ้งล่วงหน้าประมาณ 1 นาที แพทย์อาจต่อรองให้ทำต่อ ถ้าไม่ไหวจริง ๆไม่ต้องฝืน

 

10. การหยุดทดสอบมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป คือสายพานจะค่อย ๆ ปรับลดลงในแนวราบ ความเร็วจะหยุดนิ่งภายในเวลา 1 นาที

 

11. การวัดความดันและการบันทึกกราฟหัวใจยังทำต่อไปเรื่อย ๆ ใช้เวลาประมาณ 6-10 นาที

 

12. ผิวหนังที่ติดขั้วไฟฟ้าอาจรู้สึกคัน ให้ทาด้วยโลชั่นทาผิว

 

13. ส่วนมากแพทย์จะอ่านผลการตรวจ และแจ้งผลให้ท่านทราบทันที

 

14. การตรวจใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 1 ชั่วโมง

 

ข้อควรระวังขณะตรวจ

 

 ถ้ามีความรู้สึกผิดปกติดังต่อไปนี้ ควรรีบแจ้งให้แพทย์ทราบทันที

 

1.มึนงง เวียนศรีษะ

 

2.รู้สึกเหนื่อยมากกว่าปกติ หายใจไม่ออก

 

3.รู้สึกอึดอัดบริเวณหน้าอก แขนหรือขากรรไกร ปวดหรือเป็นตะคริวที่ขา

 

ข้อควรระวังหลังการตรวจ 

 

หากพบอาการเจ็บแน่นหน้าอก ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่หรือแพทย์โดยด่วน

         ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ได้เปิดให้บริการผู้รับบริการ ที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจ และผู้ที่ต้องการวินิจฉัยว่าตนเองเป็นโรคหัวใจหรือไม่ตลอด 24 ชั่วโมง โดยอายุรแพทย์ เภสัชกรและทีมพยาาลผู้มีประสบการณ์ 

           สามารถไปติดต่อได้ที่ศูนย์โรคหัวใจโดยตรง ชั้น 3 อาคารพระบารมีปกเกล้า ห้องผู้ป่วยหนักโรคหัวใจและหลอดเลือด

           ถ้าเป็นผู้ป่วยนอกให้ทำบัตรผู้ป่วยนอกแล้ว ให้นำ OPD card มานัดที่แผนกตรวจหัวใจได้เลยค่ะ

          ถ้าเป็นผู้ป่วยใน  พยาบาลผู้ดูแลผู้ป่วยสามารถโทรแจ้งนัดทางโทรศัพท์ แล้วที่ตึกจะออกใบนัดผู้ป่วยให้อีกครั้ง

          ให้บริการตรวจรักษาโดยแพทย์หญิง ขนิษฐา  ยอมเต็มทุกวันอังคาร 13.30-16.00 นาฬิกา

วันที่ 4 มกราคม 2555 โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ เปิดบริการเพิ่มที่ศูนย์โรคหัวใจ

งานบริการศูนย์โรคหัวใจระดับปฐมภูมิ   โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์

                 เป็นศูนย์โรคหัวใจปฐมภูมิ ระดับ 4 ที่ให้บริการตรวจรักษา ตลอดจนให้คำปรึกษาแก่ผู้ใช้บริการผู้ป่วยโรคหัวใจ

 เปิดบริการตั้งแต่ วันที่ 1 เดือนกรกฎาคมพ.ศ.2552 ตั้งอยู่ที่อาคารพระบารมีปกเกล้า ชั้น 3

โดยในระยะแรกมีบริการตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูง และให้บริการร่วมกับหอผู้ป่วยวิกฤต

ต่อมาเร่งรัดพัฒนา ระบบบริการแบบสหสาขาวิชาชีพ ศักยภาพแพทย์ เภสัชกร พยาบาล เครือข่ายจังหวัด

 ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติด้านครุภัณฑ์การแพทย์ได้แก่

เตียงผู้ป่วยหนักโรคหัวใจ เครื่องช่วยหายใจชนิดควบคุมปริมาตร เครื่องตรวจและติดตามการทำงานของหัวใจ

 เครื่องกระตุกหัวใจ จนปัจจุบันสามารถให้การดูแลผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

จังหวัดนราธิวาส   เป็นจังหวัดชายแดน ตั้งอยู่บนฝั่งทะเลด้านตะวันออกของแหลมมาลายู  ห่างจากกรุงเทพมหานคร  โดยทางรถยนต์ประมาณ 1,149 กิโลเมตร  มีพื้นที่ทั้งหมด 4,475,430 ตารางกิโลเมตร  มีประชากรประมาณ 620,000 คน  ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีเท่ากับ 26,715 บาท   อาชีพหลัก ได้แก่ การเกษตร เช่น ทำสวนยางพารา ทำนา ทำสวนมะพร้าว และการประมง  มีพฤติกรรมการรับประทานอาหาร หวาน มัน เค็ม ส่งผลต่อสุขภาพเจ็บป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น  ตามแผนพัฒนาจังหวัดตามแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว ( 0–5  ปี )  ได้มีการเร่งรัดกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค  การส่งเสริมการลงทุนตามโครงการพัฒนาเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (MT–QT )  สำหรับด้านการสาธารณสุขนั้นจังหวัดนราธิวาสมีโรงพยาบาลศูนย์/ โรงพยาบาลทั่วไป  1/1  แห่ง   โรงพยาบาลชุมชน  9  แห่ง   สถานีอนามัย  101  แห่ง   สถานบริการ   สาธารณสุขชุมชน 11 แห่ง  ศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาล 2 แห่ง  คลินิกกามโรคและเอดส์ 2 แห่ง และหน่วยมาเลเรีย 5 แห่ง  และคาดว่ายังจะต้องพัฒนาเพื่อขยายขีดความสามารถด้านการสาธารณสุข  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาโรงพยาบาลทั่วไป เพื่อรองรับกับจำนวนผู้รับบริการที่ทำจะมีมากขึ้นตามลำดับจากปัญหาดังกล่าวข้างต้นจะเห็นว่า   เป็นปัญหาค่อนข้างสำคัญอันจะส่งผลกระทบต่อการให้บริการรักษาพยาบาลโดยตรง  โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์จึงได้จัดทำ การพัฒนาศักยภาพการให้บริการรักษาโรคหัวใจ  ขึ้นเพื่อลดปัญหา และเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการเป็นการกระจายโอกาสสู่ชุมชนท้องถิ่นที่ห่างไกลความเจริญ ให้ประชาชนได้รับบริการที่ดี มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน  จึงต้องการการสนับสนุน ทั้งงบประมาณจัดหาครุภัณฑ์   

                            การพัฒนาบุคลากร ได้แก่อายุรแพทย์โรคหัวใจ   พยาบาลเฉพาะทางโรคหัวใจ เตรียมความพร้อมการเป็นสถาบันสอนสมทบของโรงพยาบาลศูนย์ยะลา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์